Financial

ข้อได้เปรียบของพอร์ตโบรกเกอร์ (ขอขอบคุณที่มา : ของคุณ "มันน่าจะ")


ข้อได้เปรียบที่ 1
เห็นกันชัดๆ คือ ไม่มีต้นทุน ค่านายหน้าซื้อขาย (คอมมิชชัน) 0.25% ไปถึงกลับ 0.5%

“ทุกๆ วัน พอร์ตโบรกเกอร์จะดูอารมณ์ตลาดก่อน ถ้าดีก็ซัดหุ้นนำก่อนทุกตัว ดูแล้วมีคนตามก็ไล่ต่อ ถ้าไม่มีคนถามก็โยนทิ้ง เพราะไม่มีต้นทุน ไม่เสียค่าคอมมิชชัน”

ข้อได้เปรียบนี้ทำให้โบรกเกอร์มีวอลุมซื้อขายพองขึ้น หรือมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าเพื่อน


ข้อได้เปรียบที่ 2
การส่งคำสั่งถึงขาย ทำได้เหมือนลูกค้าทั่วไป คือ เคาะซื้อขายได้เลย หรือไล่ 1 ช่อง โยนได้ 2 ช่อง ทำกำไรได้ทันที ไม่ต้องตั้งเสนอถึงซื้อเข้าคิวรอ


ข้อได้เปรียบที่ 3
มีข้อมูลการซื้อขายของลูกค้าอยู่ในมือ จึงซื้อหรือขายก่อนลูกค้า ทำให้ลูกค้ารายย่อยถึงรายใหญ่ไปจนถึงบลจ.สถาบันอื่นๆ ต้องซื้อหุ้นแพงขึ้น หรือถูกกดขายไม่ได้ราคา

แหล่งข่าวนักลงทุนสถาบัน เปิดเผยว่า พอร์ตลงทุนโบรกเกอร์มีอิทธิพลสูงต่อตลาด หุ้นไทย เป็นพอร์ตไดนามิกที่หมุนตามอารมณ์ตลาด วันไหนที่อารมณ์ตลาดเสียพอร์ตไดนามิกจะหยุดทำหน้าที่ซื้อขายทันที หรือวันที่อารมณ์ตลาดดีไดนามิกจะหมุนวันละหลายรอบ เพราะฉะนั้นตลาดหลักทรัพย์ไม่ควรจะดีใจกับยอดซื้อขายสูงถึงวันละ 3 หมื่นล้านบาท

“พอร์ตของบางโบรกเกอร์มีขนาดใหญ่ ใช้ทีมงาน 4-5 ทีม ไล่หุ้นได้ตามปกติเสมือนเป็นนักลงทุนรายใหญ่ มีวงเงินให้เล่น 40-50 ล้านบาท กำลังเงินเหนือรายใหญ่และเหนือบางกองทุน จึงได้เปรียบที่จะไล่ซื้อหุ้นในแต่ละวัน พฤติกรรมไล่หุ้นหรือทุบหุ้นเป็นการเอาเปรียบนักลงทุนปั่นหุ้นถูกกฎหมายไม่ถูกตรวจสอบ ที่สำคัญเป็นการสร้างความต้องการเทียม แล้วยังทำให้กองทุนต้องซื้อหุ้นแพงขึ้น ผลเสียหายก็ตกไปอยู่กับผู้ออมเงินผ่านมืออาชีพ” แหล่งข่าวเปิดเผย

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า การแก้ไขปัญหานี้ดีที่สุดตลาดหลักทรัพย์ ควรเริ่มต้นวางกฎเกณฑ์การตั้งคำสั่งซื้อขายที่ไม่เอาเปรียบนักลงทุน มีการบริหารจัดการโดยไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Chinese Wall) หรือเปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุนรู้ว่า โบรกเกอร์ไหนที่มีพอร์ตเทรด เพื่อให้นักลงทุนระวังตัว

“ถ้าตลาดไม่ปรามตอนนี้ แค่พอร์ตเทรดโบรกเกอร์ไม่ถึง 10 ราย ยังมีมูลค่าซื้อขายหนัก อนาคตโบรกเกอร์ทั้งหมดทำรายใหญ่ถึงรายย่อย และสถาบันจะลำบากต้องซื้อของแพงขึ้น และกองทุนรวมจะไม่ตกเป็นผู้ต้องหาทุบหุ้นอีกต่อไป”

หลังจากที่วนเวียนอยู่ในกองทุนรวมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น



ธนาคารไทยพานิชย์ SCBSFF , SCBRF , SCBDV , SCBSET 

ธนาคารทหารไทย TMBMF , พันธบัตรเกาหลี , พันธบัตรไทย แล้ว

เห็นว่าผลตอยแทนที่ได้มายังไม่เร้าใจมากเท่าไรนัก บวกกับเงินเฟ้อ และ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลงอย่างมาก เป็นเหตุผลทำให้เกิดการดินรนต่างๆๆ นาๆๆ

จริงๆ แล้วคิดไว้นานแล้วว่าจะเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ยังไม่มีโอกาส และยังไม่มีประสบการณ์ด้วย จึงทำให้พลาดโอกาสเงินก้อนใหญ่จาก บ้านปู เมื่อเดือนที่แล้วลงไปอยู่ที่ 194 บาท แต่ตอนนั้นยังไม่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เป็นของตัวเอง และตั้งใจไว้ที่ราคา 180 บาท ทำให้ไม่ได้ซื้อ ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ราคากลายเป็น 300 บาท ได้แต่นั่งมองตาปริบๆๆ อยู่ทุกวัน

ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อรอจังหวะแสวงหาผลกำไร

และแล้วก็ได้เลือกบริษัทนายหน้า ktzmico ซึ่งได้ joint ranger กับ ธนาคารกรุงไทย (ธนาคารกรุงไทยถือหุ้น 50%) เพิ่มทุนคนละ 500 ล้านบาท

เหตุผลที่เลือกไม่มีอะไรมากมาย เพราะ ไม่มีการเสียเงินขั้นต่ำใด้ ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นค้างไว้ ไม่จำเป็นต้องโอนเงินมาก่อน

สรุปสามารถเปิดทิ้งไว้เฉยๆ ได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนีนยมใดๆ

รอโอกาสที่มั่งใจแล้วตักตวงให้เต็มที่ 

ปล.. หลังจากที่ได้ตัดสินใจเปิดบัญชีแล้ว มาร์กสาวสวย การศึกษาสูง รวยเสน่ห์ นามสมมุติว่า หญิง ถามว่ามีหุ้นในใจหรือยัง ถ้าไม่มีแนะนำ BMCL โอ๊วๆ แค่เริ่มก็ดีแล้ว

ผลการดำเนินงานกองทุน Money Market Fund ประจำเดือน เม.ย. 2552

หลังจากที่ก่อนหน้านี้กินผลกำไร 2 - 3 % ต่อปี ตอนนี้กลับได้ผลกำไรพอๆ กับฝากเงินกับธนาคารเลย จะต่างกันก็ตรงที่ ไม่ต้องเสียภาษีเงินฝาก 15%

ดูอย่าง ABCC เคยติดอันดับ 1 เมื่อเร็วๆ นี้ ตอนนี้กลายเป็น อันดับสุดท้ายเลย

สำหรับคนที่เงินเย็นมากๆ คงต้องหาที่เก็บเงินที่อื่นกันแล้วละ

ส่วนตัวผมแล้วคงต้องอยู่ใน SCBSFF อีกต่อไปสักพักใหญ่ๆ เพราะ เงินมีไม่มากนัก

SCBDV กองทุนหุ้นปันผล

posted on 07 May 2009 12:48 by aumja24  in Financial

SCBDV กองทุนหุ้นปันผล



และอัตราผลตอบแทนที่ เห็นว่ากองทุนทุนทำให้ได้ เป็นอัตราผลตอบแทนต่อระยะเวลาการลงทุน ไม่ใช่อัตราต่อปีนะครับ

ดังนั้นผลตอบแทนที่ SCBDV จะทำให้ ก็จะขึ้นอยู่ ที่ระยะเวลาการลงทุนด้วยว่า ลงทุนนานแค่ไหน รวมถึงช่วงเวลาที่ลงทุน และต่อไปในอนาคต ตลาดหุ้นเป็นไปในแง่มุมไหนครับ

ถ้าตลาดหุ้นไทย บวกขึ้นทุกวัน และหุ้นแต่ละตัวมีการจ่ายปันผลที่ดีตลอด
ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนใน SCBDV ก็จะมากขึ้นไปด้วยเช่นกันครับ

แต่ถ้าตลาดหุ้นไทยไม่เป็นไปตามที่เราคิด ก็จะหมายถึงการสูญเสียที่มากมายได้เช่นกัน นั้นอาจหมายถึงเงินต้นที่ลงทุนไปจะอยู่ในสภาวะการขาดทุนได้ด้วยครับ

จึงต้องกล่าวว่า สิ่งที่ต้องมี ก่อนที่จะเริ่มตัดสินในลงทุนในกองทุนหุ้น อย่างเช่น SCBDV คือ

- อดทน :: ทนที่จะต้องรับสภาพการขาดทุนในบางช่วงเวลาได้ เพื่อที่จะคอยให้เกิดโอกาส ที่ดีของตลาดหุ้นกลับมาให้กำไรกับเราได้ครับ
- จังหวะเวลา :: คือในวันที่เราเริ่มลงทุน ถ้าเป็นจังหวะที่ภาวะหุ้นต่ำสุด ย่อมหมายถึงการซื้อหน่วยลงทุนได้ที่ราคาต่ำๆ ไปด้วย
และวันที่เราต้องการหยุดการลงทุน ก็อาจต้องอาสับจังหวะที่ตลาดหุ้นขึ้นสู่จุดที่เราพอใจ ในผลตอบแทนที่สร้างขึ้นด้วยครับ

ดังนั้นถ้ามี ทั้ง 2 อย่างพร้อม ทั้งความอดทน และ จังหวะ ก็จะสามารถสร้งโอกาสให้ได้ผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนกับ SCBDV ได้มากขึ้นครับ


ผลตอบแทนของกองทุนหุ้น ไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงที่จะเพิ่มข้นได้ทุกวัน ซึ่งต่างจากกองทุนตรสารหนี้ ดังนั้นความเสี่ยงในกองทุนหุ้นจึงมีมากครับ

====================================

วันนี้ได้โอกาสขายสักที ซื้อมาตอนราคา 9.5 ถั๊วเฉลี่ยมาเรื่อยๆ จนเหลือ 7.5 เมื่อเห็นราคาดีจึงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป สั่งขายที่ราคา 8.3 ได้กำไรมา 10% นิดๆ ก็โอเคแล้ว ขาดทุนมาตั้งนาน

จึงได้เรียนรู้มา 1 อย่าคือ ถ้ากำไรพอสมควรแล้วให้รีบขาย อย่าโลป ไม่งั้นติดยาวเเป็นปี

Debenture - เทศกาล หุ้นกู้

posted on 22 Apr 2009 10:48 by aumja24  in Financial

Debenture - เทศกาล หุ้นกู้

ออกมากันหลายบริษัทเลย สำหรับหุ้นกู้

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ดี ดอกเบี้ยต่ำ จึงส่งผลให้พันธบัตรมีราคาสูง

จากเท่าที่สังเกตดู จะมีดอกเบี้ย ประมาน 5 - 8 % ถ้าเทียบในปัจจุบันถือว่าได้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

สำหรับคนที่มีเงินเหลือ ผมมองว่าเป็น 1 ช่องทางที่จะนำไปลงทุน ที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ หรือการซื้อ กองทุนรวมต่างๆ

สำหรับผม รอ หุ้นกู้ บ้านปู ออก แล้วจะลองถือดูซักหน่อย

การลุงทุนมีความเสี่ยง ควรใช้วิจารณญานในการลงทุน

กฎทอง 10 ข้อ ของมหาเศรษฐีโลก...สู่ความสำเร็จ ได้แก่

1. ต้องทำงานหนัก สำหรับวอร์เรนแล้ว เขาฟันธงเลยว่า ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักจะนำผลกำไรมาให้ ในขณะที่การพูดมากแต่ไม่ทำ กลับจะนำความยากจนมาให้แทน แบบนี้เข้าตำราว่า “อย่ามัวแต่ตั้งท่าชก ให้ชกเลย” จึงจะได้คะแนนชนะการต่อสู้

2. อย่าขี้เกียจ เขาได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ว่า “ขนาดกุ้งมังกรตัวโตๆ ถ้ามัวแต่นอนหลับ ยังสามารถถูกกระแสน้ำพัดลอยไปได้” หมายความว่าถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยความหวัง คุณจะต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตการณ์ทางการเงินนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

3. รายรับจากหลายแหล่ง ข้อนี้เป็นเคล็ดลับของมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ใช่เฉพาะวอร์เรน เพราะการหวังพึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะที่ไม่แน่นอน เขาแนะนำให้ทำการลงทุนที่ฉลาดเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่นถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณควรมีรายได้ส่วนอื่นจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายรับเข้ามาในแต่ละเดือนได้ด้วย

4. ควบคุมรายจ่าย เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มจ่ายเงินซื้อสิ่งที่คุณไม่มีความต้องการจริงๆ คุณก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องขายสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดแทน ดังนั้นคิดและตั้งสติก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไรในชีวิตเสมอ

5.ตั้งใจออม เขาเน้นว่าเราอย่ารอเก็บออมเงินที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ข้อนี้ลึกมากนะคะ หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้วเหลือจึงนำเข้าแบงก์ ที่จริงต้องกันออกมาออมก่อนจะไปทำอย่างอื่น

6. งดกู้ยืม คนที่กู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น มักจะตกเป็นทาสของคนที่คุณไปกู้ยืม ดังนั้นต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพเท่าที่เราหามาได้ อย่าไปสร้างหนี้สร้างสิน เพียงแค่ต้องการมีทรัพย์สินให้เหมือนกับคนอื่น พยายามดำรงชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว

7. จัดระบบบัญชี เขาใช้คำคมมาเปรียบเทียบว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะถือร่มกันฝน ตราบใดที่รองเท้าที่คุณสวมใส่นั้นยังมีรูอยู่ เพราะมันทำให้เปียกเหมือนกัน” นั่นคือต้องอย่าทำให้มีจุดรั่วไหลของบัญชี

8. หมั่นตรวจสอบ เขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาก เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ  จะเปรียบเสมือนรูรั่วของเรือ รูรั่วเพียงเล็กๆ แต่นานไปก็สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดเสมอ

9. จัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังโลดแล่นอยู่ในธุรกิจ เขากล่าวว่าเราไม่ควรจะทดสอบความลึกของแม่น้ำที่จะข้าม ด้วยขาสองข้างพร้อมๆ กัน เพราะเราอาจจมน้ำตายได้ ในการจัดการความเสี่ยงเราต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องบริหารความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่อย่างชาญฉลาดที่สุด

10. บริหารการลงทุน อย่าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มลงทุนในสิ่งเดียวกัน เปรียบเหมือนอย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าหล่นจะทำให้ไข่แตกหมดทุกใบ ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่อีกธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในขาขึ้น ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมยังอยู่ได้


ข้อคิดเหล่านี้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นประโยชน์มากสำหรับการดำเนินชีวิตของนักธุรกิจ นักการตลาด หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือนทั่วไป เพราะสิ่งที่เขาพูดหลายข้อก็คล้ายกับสิ่งที่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือครูบาอาจารย์ ของเราเคยสั่งสอนกันต่อๆ มา ดังนั้นดิฉันหวังว่ากฎทองแห่งความสำเร็จสิบข้อของวอร์เรน บัฟเฟตต์ นี้คงจะมีประโยชน์กับพวกเราทุกคนไม่มากก็น้อย ไม่ต้องเป็นมหาเศรษฐีโลกอย่างเขาหรอก แค่เพียงเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

Resource: http://newsroom.bangkokbiznews...t.php?id=6350&user=lackana

เหมือนยุคสมัยแรกๆ ของการใช้เงินพลาสติก ที่ร้านค้าหลายๆ ร้านไม่ยอมรับบัตร
ต้องจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น แล้วเมื่อเวลาผ่านไป........

หรืออย่างเช่นร้านค้าตั้งตู้ขายมือถือ ที่มีบวกเพิ่มสำหรับการจ่ายค่าสินค้าด้วยบัตร ไม่ว่าจะเป็นบัตรชนิดใด
ลูกค้าก็มีสิทธิเลือกว่า จะไปซื้อเครื่องศูนย์แพงกว่าอีกนิด แต่ไม่ได้บวกกินเปล่า
หรือจะซื้อตามตู้ที่จ่ายด้วยเงินสด ถูกกว่าจ่ายด้วยบัตร

Power Buy แม้จะอยู่ในห้างใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ขายอยู่เจ้าเดียว เราเลือกได้ครับ
 
 

edit @ 15 Mar 2009 22:10:04 by AumJa24

กบข.แจงปี 51 ผลตอบแทนติดลบ 5.12% เหตุวิกฤต ศก.โลกรุนแรงกระทบการลงทุน

นายวิสิฐ  ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้า
ราชการ (กบข.) กล่าวว่า จากกรณีที่สมาชิกมีประเด็นสอบถามเกี่ยวกับผลการดำเนิน
งานของกบข.ซึ่งได้ปรากฎรายงานไปในใบแจ้งยอดเงินสมาชิกในปี 2551 ที่ผลตอบ
แทนลงทุนติดลบ 5.12% เนื่องจากเป็นผลที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกที่รุนแรง
เป็นประวัติการณ์ในรอบ 80 ปี ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของนักลงทุนสถาบันทั้ง
ในและต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

edit @ 12 Mar 2009 16:27:56 by AumJa24